Featured

ปัญญา

IMGT740101

ปัญญา“อยู่ใน จิต ไม่ออกไปไหนเลย ฟ้าผ่าไม่ได้ ลมพัดไม่ได้ หรือว่าแสงแดดจะทำให้มัวหมองก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิต เป็นที่เก็บที่ปลอดภัยที่สุด และปัญญาจะเจริญได้ สามารถติดตามไปได้ ในเมื่ออย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติเงินทองหรือแม้ร่างกายที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ก็ติดตามไปไม่ได้

“กิเลส”มากมาย เหนียวแน่น หนาแน่น และติดแน่นอยู่ในจิต ที่จะเอาออกไปได้ไม่ใช่วิสัยของอกุศล แต่ต้องเป็นปัญญาที่มีความเข้าใจถูกต้อง และอบรมคุณความดีทุกอย่าง


Featured

น้ำใส – ใจจริง

น้ำ……..ใจคนล้นค่ากว่าสิ่งไหน
ใส……..กระจ่างสว่างไกลประดุจแสง
ใจ……..มนุษย์ผ่องผุดพิสุทธิแจ้ง
จริง…….เท็จไซร้แจ่มแจ้งแยกชั่วดี
มงคล…..ธรรมบำเพ็ญเห็นประจักษ์
ธรรม……ปฏิบัติเป็นหลักมั่นไม่ผันหนี
อภัย…….เถิดชั่ว – ช้าประดามีบาป……..กลับดีด้วยมีใจสำนึกตน คนเราเกิดมาย่อมนำพาชีวิตหมาย

มั่นสู่ความมั่นคง มนุษย์จึงดำรงชีพดำเนินชีวิตไปตามทิศทางที่นำไปสู่เป้าหมายแห่งความสุขสบาย คนเป็นอันมากมักนึกถึงแต่ความั่งมีเฉพาะภายนอกกายเป็นเหตุให้หลายต่อหลายครั้งคนเราจึงถลำออกนอกวิถีแห่งความดีงามด้วยหมายมั่นจะมากมี ชีวิตเลยต้องด้นรนไปตามยถาประดุจเศษสวะที่พัดพาไปเรื่อย ๆ ตามกระแสน้ำ ยากนักจะลอยไหลพัดทวนน้ำไปสู่ต้นสายอันบริสุทธิ์ – สะอาด เปรียบได้กับใจของคนเราเมื่อปลอ่ยให้ฟุ้งเฟื้อเห่อเหิมไปตามกระแสกเลสใจจึงไหลลิ่วไปสู่ความเวิ้งว้างอันหาฟากฝั่งไมพบหากในทางตรงกันข้าม ถ้ามนุษย์รู้จักขัดขืนฝืนกระแสแห่งความอยากได้ใคร่มีแล้วน้ำใจฝืนทวนน้ำไปสู่จิตเดิมอันเป็นต้นธารแห่งกุศลใจของคนก็จะสะอาดใสเฉกเช่นเดียวกับตาน้ำอันบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ตะกอนอันขุ่นมัว อันเป็นวิถีกลับสู่ความดีงามของชีวิต น้ำที่ใสเหมือน

ใจที่จริง ย่อมสงบนิ่งสว่างกระจ่างแจ้งอยู่โดยเสมอ น้ำใส – ใจริงแม้ยากจะหาเจอในหมู่มวลมนุษย์ แต่ใช่ลำบากสุดเกินค้นพบ หากคนเรารู้จักลดเลิกต่ออกุศลกรรมแล้วสำนึกนำชีวิตไปพ้นไปจากความผิดพลาดแต่เก่าก่อน มองย้อนดูตนแจ้งกมล ในความผิดคิดชั่วที่เคยกระทำ มีความสำนึกผิดแล้วน้อมนำไปแก้ไขให้ถูกต้องมุ่งมองไปสู่ทางสายตรงของชีวิต ตั้งจิตปรารถณาแสวงหาน้ำใสใจริงในตัวเราเอง แสวงหาน้ำมิตรจากกัลญาสหาย อย่าได้กลับกลายน้ำใจไมตรีอันมีต่อกันแล้วพร้อมพากันไปสู่วิถี ทางแห่งความดี – ความงาม ความจริง ละทิ้งอกุศลแต่เก่าก่อนมุ่งหน้าสู่ครรลองแห่ง

คุณธรรม มีน้ำใจใสสว่างอยู่เป็นนิตย์แล้วเคียงคู่กับกัลยาณมิตร เพื่อพิชิตกำราบกิเลสบาปทั้งปวงเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งความร้างไร้ทุกข์ข่วงเข็ญ มีความสงบเย็นอยู่เป็นิจกาลขอมโนปณิธานนี้จงสัมฤทธิ์ – จงสัมฤธิ์ แ่ก่กุศลแห่งกิจมงคลพิธีอภัยบาปโดยทั่วหน้ากันทุกท่านเทอญ น้ำขุ่นใสมีตะกอนไม่นอนนิ่ง ใจหม่นมัวไม่เห็นจริงยิ่งเลือนหลง น้ำไม่ใสใจไม่แจ้งยิ่งต่ำลง อกุศลข้นขุ่นให้วุ่นวาย น้ำไม่ใส – ใจไม่จริงดุแปลกเปลี่ยน เหมือนมนุษย์ยังวนเวียนไม่ห่างหาย ในวัฏฏะแห่งการเกิด – แก่ – เจ็บ – ตาย จากเริ่มต้นจรดปลายตะกอนคน รู้ทวนน้ำดำเนินย้อนคืนต้นธาร ณ.สถานที่ซึ่งเปี่ยมกุศล

คัดมาจากหนังสือ บรมธรรม ชุดคู่มือมนุษย์เพื่อการสร้างสรรค์ชีวิต

พุทธธรรม



คำว่า ศรัทธา = faith หมายถึงมีความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่คลอนแคลนและยินยอมอุทิศนตนทำความดีเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม

คำว่า ปฏิบัติ = pracitce หมายถึง การช่วยกันเผยแพร่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่เลือกชาิติ – ภาษา – ชนชั้นวรรณะ

คำว่า ศึกษา = study หมายถึง ศึกษาให้เข้าใจในพุทธธรรม

ทั้ง 3 ประการนี้ ความศรัทธา ถือเอาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการที่จะบรรลุถึงความสุข – และความ ศรัทธาจะทำให้เกิดการปฏิบัติและการศึกษาควบคู่กันไปและสอนให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติด้วย จงเชื่อในพระธรรมคำสอนและจะได้รับความคุ้มครองจาก 3 พระพุทธะ จงมีความขยันหมั่นเพียรในการ ศรัทธา – ปฏิบัติ – ศึกษาและช่วยเหลือผู้คนที่กำลังรอความช่วยเหลือนั่นแหละเราจะเป็นพระโพธิสัตว์จากพื้นโลกได้ในทุก ๆ วัน

บทความจาก ท.เลียงพิบูลย์

บทความจากหนังสือ กฎแห่งกรรม โดย ท.เลียงพิบูลย์
เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ผ่านไปไม่นานยังอยู่ในเขตต้นเดือน

แผ่นที่ 1
ของปีใหม่ ข้าพเจ้าก็ได้รับจดหมายพร้อมด้วยบันทึกฉบับหนึ่งส่งมาทางไปรษณีย์จาก พระมหารูปหนึ่งอยู่ในวัดที่มีชื่อเสียงทาง จังหวัดธนบุรี
ความจริงเคยได้รับบันทึกจากพระภิกษุหลายรูป ซึ่งท่านได้ส่งมาให้ข้าพเจ้าทางไปรษณีย์ปีก่อนๆ หลายเรื่องด้วยกัน ยาวบ้างสั้นบ้าง ซึ่งยังไม่ได้เขียน เพราะยังขาดข้อความบางตอนขัดต่อเหตุผลยังไม่สมบูรณ์ ส่วนมากเป็นเรื่องของฆราวาส บางเรื่องก็มีข้อสงสัยได้เขียนจดหมายไปถาม ขอให้ช่วยชี้ข้อความให้แจ่มกระจ่างกว่านี้ ก็ยังไม่ได้รับตอบ จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะเขียนขึ้นได้
แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านและพิจารณาบันทึกของพระมหารูปนี้แล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีสาระสำคัญสงฆ์ และเป็นเรื่องของเพื่อนสงฆ์ของท่านผู้บันทึก จึงคิดว่าเป็นเรื่องทางธรรมกับทางโลกผู้ที่อยู่ในบรรพชิต เมื่อยังมีกิเลสแม้จะบวชตั้งแต่เป็นเณรจนครบอายุบวชเป็นพระภิกษุก็ดี หากยังไม่รู้ซึ้งทางธรรม ให้รู้ว่าเราบวชเพื่ออะไร แม้ร่างกายจะอยู่ในผ้าเหลือง แต่จิตใจยังมีโลภ รัก โกรธ หลง ก็ยังอยากออกมาผจญในทางโลกีย์ดูบ้าง

แผ่นที่ 2
เพราะมองเห็นโลกนี้เมื่ออยู่ห่าง ๆมีแต่สิ่งสวยงาม(ยียวน)น่าทะนุถนอมน่าจะมีความสุข มีแต่สิ่งประเล้าประโลมบำรุงบำเรอทางจิตใจ เห็นเขามีความสุขสนุกสนาน จึงเกิดกิเลสตัณหาขึ้น ทางจิตใจคิดว่าอยากจะลองออกมาเป็นฆราวาสกินข้าวเย็นเป็นอิสระดูบ้าง คิดมากผ้าเหลืองร้อนก็ลาสิกขาบท ออกมาผจญชีวิตในทางโลก ซึ่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อยากจะเปรียบเทียบธรรมชาติกับวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันนี้เป็นข่าวสำคัญของโลก
เพราะเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จรวดยานอะพอลโล ๘ ได้นำมนุษย์นักบินอวกาศสามนาย ยานอะพอลโล ๘ แล่นจากโลกมนุษย์ขึ้นสู่โคจรรอบดวงจันทร์เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะเป็นทางเริ่มต้นที่จะส่งมนุษย์ขึ้นไปบุกเบิกค้นคว้าบนดวงจันทร์ในขั้นต่อไป เป็นความพยายามของมนุษย์ต้องเสี่ยงภัย และเสียทรัพย์สินมากมาย เพื่อสำรวจสิ่งลี้ลับบนดวงจันทร์มนุษย์ที่เกิดมาในโลกทุกชาติทุกภาษาตามป่า ตามถ้ำ ตามเขา และตามเมืองที่เจริญรุ่งเรืองแล้วหรือทุกแง่ทุกมุมของโลก นับแต่ครั้งโบราณตลอดมาจนถึงยุคปัจจุบันชีวิตกับดวงจันทร์บนท้องฟ้าเป็นของคู่กันตลอดมา เหมือนอาหารทางใจ อาหารทางตาที่มนุษย์ทุกคนต้องการ ความแจ่มกระจ่างในคืนเพ็ญ ดวงจันทร์ส่องแสงที่นวลใยอยู่บนท้องฟ้า เป็นภาพที่เย็นตาเย็นใจเป็นที่เพลิดเพลิน สุขใจสบายตาของหมู่มนุษย์ทั่วไปในโลก ซึ่งมนุษย์ต่างก็นึกคิดใฝ่ฝันไปต่างๆ นา
นา

แผ่นที่ 3
บางคนคิดว่า บนดวงจันทร์คงจะเป็นวิมานเมืองฟ้า เป็นที่อยู่ของเทพบุตร เทพธิดา เสวยสุขเป็นอมตะไม่รู้แก่ไม่รู้ตาย เป็นที่มนุษย์หวังจะขึ้นสู่บนดวงจันทร์ ตามความเพ้อฝันของมนุษย์มาแต่โบราณ ที่จะคิดเห็นตามอารมณ์ จะวาดภาพที่สวยงามตามใจชอบแต่ละบุคคลต่างก็ฝันถึงความสุขบนดวงจันทร์ จนนำมาตั้งชื่อหนุ่มสาวได้สมรสกันในเดือนแรกข้าวใหม่ปลามันเรียกว่าดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์คงจะมีน้อยคนที่คิดว่าบนดวงจันทร์นั้นมีสิ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกของมนุษย์เพ้อฝัน ที่เราเห็นอยู่ห่างไกลนั้น อาจเป็นนรกของมนุษย์ก็ได้เมื่อเข้าใกล้ หรือขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์แล้วจึงจะรู้สึกว่ามีความลำบากยากแค้น ไม่เหมือนเมื่อเรามองเห็นจากโลกมนุษย์อยู่ห่างไกล ที่นึกคิดว่าเป็นแดนสวรรค์ชั้นวิมานเมืองแมน เช่นเดียวกับนักบินอวกาศชาติอเมริกันสามนาย ได้ขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์มองเห็นโลกมนุษย์ เมื่อห่างออกไปประมาณสองแสนไมล์ ได้บรรยายถึงความสวยงามของโลกมนุษย์อย่างชื่นชมยินดีว่าไม่สามารถจะพรรณนาถึงความสวยงามที่เห็นด้วยตา ความรู้สึกทางใจให้ใกล้ความจริงได้ และเป็นครั้งแรกนักบินอวกาศสามนายได้เห็นโลกมนุษย์ ระยะห่างประมาณสองแสนไมล์ว่าสวยงามเพียงไร
ข้าพเจ้ายกเว้นไม่กล่าวถึงดวงจันทร์ตามที่นักบินอวกาศรายงาน ขอกล่าวเพียงโลกมนุษย์ทำให้ชาวโลกที่สนใจพากันตื่นเต้นถึงความงามของโลก แต่ข้าพเจ้าก็ไม่แปลกใจเพราะเคยคิดอยู่แล้วว่า อันโลกมนุษย์นี้เต็มไปด้วยภูเขาลำเนาไพรมีไม้ดอกไม้ใบต่างๆ สีสวยงดงามอยู่แล้ว และทั้งมีมหาสมุทรสีครามมีลำน้ำใหญ่น้อยมากมาย และมีทั้งภูเขาไฟและภูเขาหิมะเราอยู่ห่างออกไปก็จะมองเห็นจุดกลมล่องลอยอยู่บนกลางอวกาศ เมื่อต้องแสดงอาทิตย์รวมสีสันเป็นจุดเดียวย่อมสวยสดงดงามตามธรรมชาติเป็นธรรมดา

แผ่นที่ 4 ดังที่นักบินอวกาศบรรยายยกย่องอย่างหยดย้อยถึงความงามของโลกมนุษย์ เมื่อเห็นแต่ไกลย่อมตื่นเต้นสำหรับผู้รักธรรมชาติทั่วไป แต่มีใครบ้างที่คิดว่าโลกที่สวยงามลอยอยู่กลางอวกาศนี้เป็นที่น่าอยู่น่าอาศัยน่าจะมีความสบายและเพลิดเพลินนั้น มีความสกปรกโสมมแฝงอยู่ในจิตใจมนุษย์เป็นพลโลกไม่น้อย มีทั้งความเห็นแก่ตัว ความอิจฉาริษยาพยาบาท ความมักใหญ่ใฝ่สูง คอยช่วงชิงอำนาจ ล้วนแต่หนาแน่นด้วยกิเลสตัณหา ล้วนแต่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ด้วยทั้งสิ้น โชคมนุษย์ยังดีที่มีหลักธรรมของพระพุทธศาสนาชี้ให้เห็นทุกข์ และชี้ให้เห็นทางกำจัดทุกข์ เพราะสอนให้รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน มีการเกิดมีการดับอยู่ตลอดเวลา

แผ่นที่ 5
ฉะนั้น มนุษย์ที่ยังหลงใหลใฝ่ฝันงมงายว่าในโลกนี้เป็นที่น่าอยู่น่าภิรมย์ กิเลสบดบังมองไม่เห็นทุกข์ มองไม่เห็นธรรม ต่อมาผจญกับความทุกข์จึงมองเห็นธรรมแต่บางคนก็สายเกินไปที่จะแก้ไข บางคนก็ไม่สาย แล้วแต่ความเข้มแข็งและอดทนของจิตใจ แต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน เพราะบางคนแทนที่จะแก้ทุกข์ด้วยเหตุผลและธรรม กลับแก้ทุกข์ด้วยการทำลายตนเอง

จากหนังสือชุด กฏแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์ 2511
ที่ระลึกในงาน

When longtime ago

1-IMG_005777.jpg

เมื่อไม่นานนี้ ผมได้สนทนาเกี่ยวกับเรื่องชื่อพระพุทธรูปในเว็บบอร์ด โดยมีญาติธรรมท่านหนึ่งแนะนำให้อ่านบทความในข่าวชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับการจัดสร้างรูปหล่อ พระโพธิสัตว์สิทธัตถะราชกุมาร หรือที่เรียกกันว่า พระพุทธเจ้าน้อย โดยได้ทำการหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีความสูง ๓ เมตร ๕๕ เซนติเมตร เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ ทางเข้าสู่มหาวิหารมายาเทวี บริเวณที่พระพุทธเจ้าประสูติ ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาลบทความในข่าวดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับการเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย เพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้ามีพระนามเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องไปเรียกว่าใหญ่หรือน้อยเพิ่มเติมอีก และผู้เขียนบทความดังกล่าวก็กังวลว่า ในไม่ช้าก็อาจจะมีการสร้างรูปหล่อต่าง ๆ นานา โดยแอบอ้างว่า

เป็นอีกปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า แล้วนำมาปลุกเสกจำหน่ายกันเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธรูปมีประเด็นให้ถกเถียงกันไม่น้อยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องชื่อเท่านั้น บางแห่งก็แนะนำว่าไม่ควรกราบไหว้พระพุทธรูป เพราะพระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้า ซึ่งก็เป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้มากมาย โดยผมจะขอเริ่มที่เรื่องชื่อก่อนนในเรื่องชื่อพระพุทธรูปนั้น เราพึงแยกให้ออกครับว่า พระพุทธรูปนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า ดังนั้น การตั้งชื่อพระพุทธรูปย่อมไม่ถือเป็นการตั้งชื่อหรือเพิ่มชื่อให้พระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยมีชื่อเต็มว่า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือมีชื่อเรียกทั่วไปว่า พระแก้วมรกตถามว่าหากเราเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ในชื่อใดชื่อหนึ่งดังกล่าวแล้ว จะแปลว่าเราไปตั้งชื่อหรือเพิ่มชื่อของพระพุทธเจ้าหรือ? ตอบว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการเรียกชื่อพระพุทธ

รูป โดยไม่ใช่การเพิ่มชื่อพระพุทธเจ้า ในทำนองเดียวกันครับ พระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยมีอยู่มากมาย เช่น พระพุทธชินราช พระพุทธโสธร หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อพระใส พระไพรีพินาศ หลวงพ่อโต (มีหลายวัดที่มีพระพุทธรูปชื่อนี้) เป็นต้น แม้กระทั่งพระประธานในพระอารามหลวงหลาย ๆ วัดก็ยังมีชื่อพระพุทธรูป ในการนี้ หากเราถือว่าการตั้งชื่อหรือเรียกชื่อพระพุทธรูปจะเป็นการเพิ่มชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว ก็แปลว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด และก็ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว อย่างที่ตั้งชื่อพระพุทธรูปหลาย ๆ องค์ว่าเป็นหลวงพ่อนั้น หลวงพ่อนี้ หลวงพ่อโน้น จะยิ่งไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะลดระดับจากพระพุทธเจ้ามาเหลือแค่หลวงพ่อซึ่งเป็นพระสงฆ์ แต่หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า พระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้า และการตั้ง

ชื่อเรียกพระพุทธรูปย่อมไม่ถือเป็นการตั้งชื่อเพิ่มให้พระพุทธเจ้าแล้ว ในลักษณะนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ จะตั้งชื่อให้พระพุทธรูปกี่พันกี่หมื่นองค์ ก็ไม่เป็นไร ต่อจากเรื่องชื่อพระพุทธรูปแล้ว เราไปพิจารณาเรื่องปางของพระพุทธรูปนะครับ ในเรื่อง ปาง นั้น หลายท่านไปพิจารณาเทพเจ้าของศาสนาอื่น ๆ ที่มีหลายปาง เช่น ในศาสนาฮินดู ซึ่งพระนารายณ์อวตารลงมาเกิดใน ๑๐ ปาง หรือพระแม่อุมาเทวีมีหลายปาง ซึ่งรวมถึงปางเจ้าแม่กาลี เป็นต้น จึงเข้าใจว่า หากเราสร้างพระพุทธรูปหลายปางแล้ว ก็จะเป็นพิธีการของศาสนาอื่น ก่อนอื่น เราควรจะเข้าใจความหมายของคำว่า ปางก่อน ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานนั้น คำว่า ปาง หมายถึง ครั้ง คราวเมื่อ เช่น ปางก่อน ปาง

หลัง ยุค สมัย เช่น นารายณ์ ๑๐ ปาง หรือหมายถึง ท่าของพระพุทธรูปที่แสดงถึงอิริยาบถต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูปปางห้ามญาติ เป็นต้นในเมื่อคำว่า ปาง ที่เราใช้ในภาษาไทยปัจจุบันนี้หมายถึง ท่าของพระพุทธรูปที่แสดงถึงอิริยาบถต่าง ๆเราจึงไม่ได้มุ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าอวตาร หรือใช้ในความหมายอย่างศาสนาฮินดู แต่เรามุ่งหมายถึงอิริยาบถของ พระพุทธรูป (ไม่ใช่พระพุทธเจ้า) ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปในปางต่าง ๆ หลายปาง ไม่น้อยกว่า ๖๐ ปางแล้ว Sunday, May 31, 2020

ความสุข

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความไม่ต้องการ…

แท้จริงแล้วความต้องการนั้นมีอำนาจบั่นทอนความสุขและความไม่ต้องการนั้นมีพลังปิดกั้นความสุขขณะที่ต้องการหรือไม่ต้องการสิ่งใดความสุขจะหลบไปชั่วขณะไม่ปรากฏที่ใจหากไม่รีบ
คลี่คลายสู่ภาวะอันควรความสุขอาจจะหายไปเลย ดังนั้น หากมีความต้องการหรือความไม่ต้องการ ต้องรีบบริหารใจโดยด่วน
ความต้องการของมนุษย์มีหลายชั้น คือ
ความต้องการที่จินตนาการผสมแต่งต่อ
ความต้องการที่ตลาดโน้มน้าว
ความต้องการที่สังคมยัดเยียดให้
ความต้องการที่ตนปรารถนา
ความต้องการตามธรรมชาติ
ความต้องการเหล่านี้ทุกชั้นสามรถแตกตัวได้ไม่รู้จบความต้องการ

ของมนุษย์และสังคม มนุษย์เพิ่มขึ้นทุกปีทุกยุคไม่เคยลดลง มีแต่เพิ่มขึ้น ความต้องการจึงมีธรรมชาติขยายพันธุ์ไม่สิ้นสุดการวิ่งตามความต้องการจึงไม่เคยจบหรือสำเร็จบริบูรณ์ ทั้งนี้ไม่ว่ามนุษย์คนใดในโลก หรือพระเจ้าองค์ใดในสวรรค์
ชีวิตที่โลดแล่นตามความต้องการจึงเป็นชีวิตที่ลอยละล่องอยู่บนริ้วคลื่นแห่งปรารถนาที่ไม่มีวันจบสิ้นการกลั่นกรองความต้องการ
แท้จริงแล้ว ในบรรดาความต้องการทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวันนั้น มีเพียงไม่กี่ความต้องการที่มีคุณสมบัติควรค่าแก่การพิจารณาปฏิบัติตามความต้องการที่ควรดำเนินตามคือ
ความต้องการที่ยังคุณค่าให้เกิดแก่ตนเองและคนอื่นจริง
ความต้องการที่ยังประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต
ความต้องการที่ไม่นำผลร้ายใด ๆ ต่อเนื่องตามมาแม้นหากมีอยู่ก็อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้
ความต้องการที่มีความเป็นไปได้จริง
ความต้องการที่เหมาะสมกับกาลเวลาและสถานการณ์
ความต้องการที่ไม่ทำให้สูญเสียความสุขปัจจุบันและความสุขในอนาคตต่อไปนี้เมื่อมีความต้องการใด จงเอามาตรเหล่านี้ไปกลั่นกรองดูเถิด จะพบว่าในบรรดาความต้องการทั้งหมดที่ปรากฏต่อชีวิต และที่สังคมยัดเยียดให้ มีให้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่ควรดำเนินตามคนที่จะประสบความสำเร็จสุขได้ต้องไม่วิ่งตามความต้องการสะเปะสะปะ ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของคนอื่นแต่ต้องกลั่นกรองเฟ้นหาความต้องการที่ดีจริง คุ้มค่าจริงอย่างแม่น ๆ ไม่กี่อย่าง แล้วทุ่มเทททีจริง ๆ จัง ๆ ก็จะประสบความสำเร็จได้
ส่วนคนที่ปรนเปรอความต้องการอันไม่รู้จบทั้ง ของตนหรือของคนอื่น คือข้าทาสผู้วิ่งตามกระแสอารมณ์และปรารถนาที่ในที่สุดก็ไม่รู้ว่าพาไปไหนกัน เพราะมนุษย์เกือบทั้งโลกวิ่งตามความต้องการกันอย่างไม่ได้ประเมินผลสุดท้าย ณ. ปลายทางเลย
ดังนั้นอยากมีความสุข อย่าวิ่งตามความต้องการอันไม่รู้จบไม่ว่าของตนหรือของคนอื่น แต่จงกลั่นกรองเลือกเฟ้นให้แม่น ๆ และทำให้เหมาะ ๆ ก็จักสำเร็จได้จริงความไม่ต้องการในขณะที่ความต้องการนำไปสู่ความเพ้อเจ้อและ

ไม่คุ้มค่าความไม่ต้องการก็นำไปสู่ความคับแคบและไร้ค่าได้เช่นกันความไม่ต้องการเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่………………
ปัญญาเห็นความไม่คุ้มค่าจึงไม่ต้องการ
ขี้เกียจ จึงไม่ต้องการ
กลัว จึงไม่ต้องการ
เคยเสียใจ จึงไม่ต้องการ
ถูกเสี้ยมสอนผิด ๆ หรือได้ข้อมูลผิด ๆ จึงไม่ต้องการ
ถูกตีกรอบปิดกั้นห้ามปรามจึงไม่ต้องการ
จะเห็นได้ว่า เหตุแห่งความไม่ต้องการหลายประการทีเดียวที่เป็นกิเลสหรืออวิชชา
มีเพียงความไม่ต้องการจากเหตุแห่งปัญญาประเมินผลแจ้งชัด ในความคุ้มค่าตลอดสายแล้วเท่านั้นที่ควรนำมาพิจารณา
ดังนั้น เมื่อมีความไม่ต้องการเกิดขึ้น จงวิเคราะห์เสียก่อนว่าความไม่ต้องการนี้มาจากสาเหตุใด หากเป็นความไม่ต้องการจากกิเลสหรืออวิชชา ก็จงขจัดความไม่ต้องการนั้นออกไป เพราะไม่เช่นนั้น ความไม่ต้องการเหล่านั้นจะบีบชีวิตจิตใจให้คับแคบ จนอาจต้องขุดรูอยู่อย่างขลาดกลัวในที่สุด
เมื่อชีวิตลอยคออยู่กลาง สมุทรแห่งโลกที่ปรุงแต่งความต้องการตลอดเวลาอยู่ ๆ จะบอกว่าฉันไม่ต้องการอะไรเลยก็จะจมน้ำตายเสียก่อน คือถูกความจำเป็นบีบรัดและระบบรอบด้านท่วมทับเอา

ได้ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีความต้องการที่จะออกจากระบบทั้งหลายที่เห็นว่าไร้ สาระต้องการอย่างกลางก็พึงต้องการสรรหาสาระเพื่อพัฒนาชีวิตจิตใจให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
หากต้องการอย่างมาก ก็ต้องการบริหารคุณค่าให้เกิดประโยชน์สุขสูงสุดที่เป็นไปได้ตามกำลัง
เพราะต้องการจึงมีการใคร่ครวญหาทาง
เพราะปัญญาใคร่ครวญจึงเกิดความรู้
เพราะความรู้ จึงเกิดการตกลงใจ
เพราะการตัดสินใจ จึงเกิดการกระทำ
เพราะการกระทำ จึงเกิดการพัฒนา
เพราะการพัฒนา จึงเกิดความสำเร็จ
เพราะความสำเร็จ จึงมีสิทธิ์เสวยผลอันคือประโยชน์สุขที่ยิ่ง
ความ ต้องการที่แม่นยำและชอบธรรมจึงคือปฐมบทแห่งความสำเร็จทั้งหลายในโลก ดังนั้น อย่าปิดประตูชีวิตไว้ในกรงแห่งความไม่ต้องการตลอดไป ชีวิตจะเฉาตายสรุป
ด้วยเหตุนี้ อย่าขังตนไว้ในคุกความไม่ต้องการทั้งของตนและของใคร ๆ โดยไม่ได้พิจารณา จะติดกับดับวิภวตัณหา กระนั้นการพลัดเข้าไปสู่กระแสความต้องการไม่รู้จบ ก็จะหลุดเข้าสู่ทะเลแห่ง (ภวตัณหาอันเสี่ยงภัยเหนื่อยยากและไม่คุ้มค่า)
ลองประเมินเข้าไปในชีวิตจริงดู การมีในสิ่งที่ไม่ควรมีล้วนนำมา

ซึ่งความเหนื่อยมาเดือดร้อน ทุกข์ระทม และการไม่มีในสิ่งที่ควรมีก็นำมาซึ่งความอัตคัด ฝืดเคือง แห้งแล้ง ทุกข์ระทวย
ด้วยเหตุนี้ การทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ จึงเป็นความผิด
และการไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ จึงเป็นความพลาด
หากไม่อยากให้ชีวิตผิดพลาด ต้องกลั่นกรองความต้องการให้ดี จนเหลือแต่ความต้องการที่น้อย ๆ และแม่น ๆ หาไม่จะเป็นชีวิตดักแด้ เริ่มต้นใหม่ไม่รู้จบกับความต้องการที่ไม่รู้สิ้น
และอย่าเหวี่ยงจนตกขอบไปติดคุกตามความไม่ต้องการเพราะจะทำให้ชีวิตดักดาน ไม่พัฒนา เพราะเมื่อความไม่ต้องการครอบงำแล้ว อะไรที่ควรคิดก็จะไม่คิด อะไรที่ควรทำก็จะไม่ทำ อะไรที่ต้องการเพียรก็จะไม่เพียร ก็จะสูญพันธุ์ไปแบบไดโนเสาร์อย่างไร้ค่าภาวะที่ดีที่สุดคือปลดปล่อย จิตใจให้เป็นอิสระทั้งจากความต้องการและความไม่ต้องการก่อน เมื่อใจเป็นอิสระแล้ว ปัญญาจะกว้างใหญ่มาก แล้วใช้ปัญญาไร้ขอบเขตกอปรจิตใจอิสระนั้นวินิจฉัยโอกาสและข้อจำกัด รวมทั้งผลต่อเนื่องรอบด้านอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเห็นชัดแจ้งดีแล้ว จึงตัดสินใจอย่างแม่นยำ
จำไว้ว่า คนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนทำมากหรือทำน้อย แต่คือคนที่ทำพอดี ๆ อย่างแม่นยำเท่านั้น

หวังหลาง

ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ไม่ว่าใครหากได้พกพาความกตัญญูติดตัวไปด้วยละก็ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนดีผู้คนจะยกย่องสรรเสริญในสมัยซือฮั่นมีลูกกตัญูคนหนึ่งชื่อ หวังหลาง ครอบครัวของเขายากจนมากในขณะที่พ่อป่วยหนักหมดทางเยียวยาก่อนตายพ่อปรารฎว่า อยากกินแกงปลาสักถ้วยหนึ่ง เวลานั้นเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวจัด น้ำในลำธารกายเป็น้ำแข็งหมด ไม่สามารถจับปลาได้ เมื่อไปถึงลำธารหวังหลาง ถอดเสื้อผ้าออกหมด ทอดร่างอันเปลือยเปล่านอนราบลงไปบนธารน้ำแข็ง เพื่อใช้ไออุ่นจากร่างกายของตนละลายน้ำแข็ง ในที่สุดน้ำแข็งก็ละลายจนเป็นโพลง ไม่น่าเชื่อเลยว่าปลาในน้ำจะกระดดดขึ้นฝั่งโดยที่เขาไม่ต้องลงไปจับเลยนับว่า สวรรค์มีตาเห็นแก่

ความกตัญญูของเขาที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้พ่อได้กินแกงปลาหากคนในปัจจุบันเอาเยี่ยงอย่าง หวังหลาง มีความรัก – ความเคารพและกตัญญูต่อพ่อ – แม่ของตน ความวุ่นวายคงลดน้อยลงมาก กระแสเศรษฐกิจของสังคมโลกยุคปัจจุบันส่งผลต่อศีลธรรมในใจของผู้คนมากเหลือเกิน ปัญหาความแตกแยกภายในครอบครัวทำให้พ่อ – แม่ – ลูกไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน บางครอบครัวพ่อ – แม่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศเพื่อส่งเงินมาให้ลูก แต่ไม่อาจส่งอ้อมกอดมาให้ลูกได้ ทำให้ลูกเข้าใจผิดคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก จึงทำตัวเหลวแหลกหากลูกถูกสะกิดความคิดจากผู้มีปัญญาสักนิดว่าพ่อแม่ยอมลำบากเพื่อให้ลูกสบายให้ลูกได้เล่าเรียนเผื่อวันหน้าจะได้เป็นเจาคน นายคน ลูกทุกคนจึงควรแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ด้วยการประพฤติตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมไม่

เบียดเบียนไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นของขวัญล้ำค่าที่พ่อ – แม่ปรารถณามากกว่าสิ่งใด ๆ ในโลกมาลัยดอกสีขาวบริสุทธิ์ยังไม่หอมชื่นเท่ากับน้ำใจที่แสดงออกถึงความห่วงใยเวลาที่ท่านต้องการกำลังใจเหมือนบทประพันธ์ที่ผู้รู้ถ่ายทอดไว้ว่าพ่อกับแม่มีแต่จะแก่เฒ่า จะเลี้ยงเจ้าเรื่อยไปนั้นอย่าหมายมีวิชาเลี้ยงตนไปจนตายลูกสบายแม่กับพ่อก็พอใจยามแก่เฒ่าหมายเจ้าเฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้หมายเจ้าเฝ้ารักษาถึงคราวดับดิ้นสิ้นชีวา หวังเจ้าช่วยปิดตาคราสิ้นใจเราอาจบอกรักใครได้วันละหลาย ๆ หนแต่มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งรอฟังคำว่า รัก จากลูกมากว่าครึ่งค่อนชีวิตแต่ไม่เคยได้ยินเลย เพราะลูกอายกลัวคนอื่นจะได้ยิน ไม่กล้าก้มกราบแทบเท้าแม่กลัวคนอื่นจะเห็น คนที่ดีจะไม่อายที่จะบอกรักพ่อแม่แต่อายที่จะทำความชั่วเราเป็นคนดีหรือคนชั่วดูจากความกล้าในเรื่องนี้ก็พอจะรู้แล้ว

Fate Rich

บทความนี้มาจาก นิทานมงคลธรรม โดยท่านอาจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก พราหมณ์มีภรรยาสาวสวยคนหนึ่ง สองคนนับถือคนละศาสนา พราหมณ์นับถือศาสนาพราหมณ์พราหมณีเป็นพุทธสาวิกา แต่ก็อย่้กันมาดูวยความสงบพอสมควร เพราะฝ่ายภรรยาประนีประนอม สามีใหูช่วยทำาบุญ เช่น เลี้ยงพราหมณ์ เซ่นไหวูตามประเพณีพราหมณ์ เธอก็ทำแมูว่าสามีจะไม่สนใจพระพุทธศาสนา ก็ไม่ว่าอะไร ปล่อยใหูเขาทำาไปตามศรัทธามีอย่างเดียวที่สามีไม่ยินยอมก็ คือ เวลาอย่้ต่อหนูาพวกพราหมณ์ อย่าเอ่ยชื่อถึงพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์สาวก ในหมู่พวกพราหมณ์ระคายหูแต่ก็อย่างว่า คนที่เคยสวดมนต์นมัสการพระรัตนตรัยอย่างสม่ำาเสมอนั้นย่อมจะพลั้งเผลอบ้างเวลาสะดุดหรือจะลูม เธอก็หลุดอุทานออกมาว่า.นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต หลุดออกมาทีไรก็ถ้กสามีตะเพิดทุกที วันหนึ่ง สามีจะเลี้ยงพระ พราหมณ์กำาชับภรรยาว่า เวลาเลี้ยงพระของเขาอย่้นั้น อย่าเผลอเอ่ยถึงพระ

ของนางเป็นอันขาด นางก็รับปากรับคำาเป็นอย่างดีขณะยกถาดอาหาร จะไปถวายพระพราหมณ์ นางก็สะดุดลูมลง จึงอุทานว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต พระพราหมณ์กำาลังสวาปามอาหารอย่้ ก็บ่นว่า วันนี้บุญไม่เป็นบุญเสียแลูว พวกเราไดูยินเสียงกาลกิณีเต็มสองห้ จึงลุกจากอาสนะเดินหนีไปพรูอมกัน พลางหันหนูากลับมาด่าพราหมณ์เจูาภาพอย่างเสีย ๆ หาย ๆพราหมณ์เสียใจมากที่พิธีทำาบุญถ้กยกเลิกกลางคัน โกรธภรรยาหัวฟัดหัวเหวี่ยง ลงจากเรือนไปหาพระพุทธเจูา เพื่อต่อว่าเป็นตูนเหตุใหูภรรยาหลงใหล และทำาใหูขายหนูาไปถึงก็ด่าฉอดๆ ด่าจน รู้สึกหายเหนื่อยแลูว เห็นพระ

พุทธเจูาประทับนิ่ง ไม่ตอบโตูอะไร จึงถามว่าสมณะโคดม คนเราฆ่าอะไรไดูจึงจะเป็นสุข พระพุทธเจูาตรัสว่า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมีแต่ก่อทุกข์ ก่อเวรภัย ฆ่าความโกรธในใจเราสิ จึงจะมีความสุขสงบเย็นไดูพราหมณ์พิจารณาตามกระแสพระดำารัส และเห็นดีดูวย เพราะตอนที่ตนโกรธ เห็นชูางเท่าหม้นั้นจิตใจมันรูอนรมุ่ กระวนกระวาย หัวอกแทบจะระเบิด แต่พอความโกรธมันสงบลง มันผ่อนคลายเบาสบาย จึงไม่คิดด่าใครอีกต่อไปขอบวชเป็ นสาวกพระพุทธศาสนา ไม่ช้าไม่นานเขาก็อยู่เหนือความโกรธ ได้บรรลุภาวะที่ดับเย็นสนิทแล้วแล